สตีฟ แม็คมานามาน : ปีกมหัศจรรย์ตำนานของลิเวอร์พูล

สตีฟ แม็คมานามาน ตำนานปีกมหัศจรรย์ของลิเวอร์พูล เขาเกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1972 ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เขาเป็นเด็กผู้ชายที่มีความหลงใหลในฟุตบอลเช่นเดียวกับเด็กผู้ชายในประเทศอังกฤษคนอื่นๆ โดยสโมสรที่เขาชื่นชอบคือ สโมสรเอฟเวอร์ตัน ซึ่งเป็นทีมคู่ปรับของลิเวอร์พูล โดยในวัยเด็กในตอนที่เขาต้องตัดสินใจในทางเดินการเป็นนักฟุตบอล แม็คมานามาน ตัดสินใจเลือกเข้าร่วมอคาเดมี่ของสโมสรลิเวอร์พูล ซึ่งมีความมั่นคงและแน่นอนมากกว่าสโมสรเอฟเวอร์ตัน เขาเข้าร่วมกับอคาเดมี่ของลิเวอร์พูลในปี 1988 ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุ 15 ปี และได้ทำการฝึกฝนทักษะการเป็นนักฟุตบอลอยู่ในทีมเยาวชนของลิเวอร์พูลเป็นเวลา 2 ปี

แม็คมานามาน เริ่มขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ของสโมสรลิเวอร์พูลครั้งแรกในยุคการคุมทีมของ เคนนี ดัลกรีช ในเดือนกุมภาพันธ์ 1990 ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น โดยในการคุมทีมของ ดัลกรีช ผู้จัดการทีมของลิเวอร์พูลในตอนนั้นเขาต้องการเลือกใช้นักเตะจากทีมเยาวชนของสโมสรเพื่อเข้ามาทดแทนผู้เตะในทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูล

ในเดือน ธันวาคม 1990 แม็คมานามานสามารถทำประตูแรกให้กับทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลได้สำเร็จ ในเกมที่พบกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่เกมพรีเมียร์ลีก โดยในเกมนั้นลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะมาได้ด้วยสกอร์ 2-0

ในฤดูกาล 1991-1992 ในยุคของกุนซือ แกรม ซูแนสส์ แม็คมานามาน ในวัย18 ปี เริ่มได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริง และสามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น ด้วยการเป็นนักเตะดาวรุ่งที่สามารถสร้างสีสันในแนวรุกให้กับลิเวอร์พูลได้อย่างยอดเยี่ยม

ในฤดูกาล 1992-1993 เขายังสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมให้กับลิเวอร์พูล และเป็นส่วนสำคัญทำให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์เอฟเอ คัพในฤดูกาลนั้นมาครองได้สำเร็จ ด้วยผลงานของเขาที่แฟนบอลจำได้คือ แม็คมานามาน สามารถทำประตูได้ในช่วงเวลาสำคัญอยู่เสมอ และด้วยฝีเท้าที่มีพัฒนาการเป็นอย่างมากของเขาทำให้ แม็คมานามาน เป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีกที่ถูกจับตามองว่าเป็นนักเตะดาวรุ่งที่มีอนาคตไกลคนหนึ่งเลยทีเดียว โดยเขามีเทคนิคในการเรียนรู้ โดยการซึมซับเทคนิคการเล่นจากนักเตะรุ่นพี่ภายในทีมและนำมาปรับใช้ให้เข้ากับตัวของเขาเอง

โดยในเวลานั้นเขากลายมาเป็นปีกดาวรุ่งที่ตีคู่มากับ ไรอัน กิ๊กส์ ดาวรุ่งของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เติบโตขึ้นมาในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน

ในปี 1995 เขาสามารถพาทีมลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีก คัพ ได้สำเร็จ โดยแม็คมานามานเป็นผู้ทำ 2 ประตูในเกมนัดชิงชนะเลิศที่สามารถเอาชนะโบลตันมาด้วยสกอร์ 2-0

ด้วยการสั่งสมประสบการณ์ในการลงสนามของเขา ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก และกลายเป็นนักเตะที่ได้รับความสนใจจากทีมฟุตบอลชื่อดังทั่วยุโรป โดยเฉพาะบาร์เซโลนา และยูเวนตุส ที่ต้องการตัวเขาไปร่วมทีมเป็นอย่างมาก และด้วยการที่ แม็คมานามานในเวลานั้นเปรียบเสมือนหัวใจของลิเวอร์พูลเลยก็ว่าได้ ทำให้ ลิเวอร์พูลปฏิเสธข้อเสนอของทั้งสองสโมสรไป

และด้วยชื่อเสียงที่โด่งดังของเขา บวกกับหน้าตาที่เข้าขั้นหล่อเหลา ทำให้แม็คมานามานในช่วงหลังจากนั้นเริ่มที่จะเข้าสู่วงการแฟชั่น โดยในเกมนัดชิงชนะเลิศในศึกเอฟเอ คัพ ปี 1996 ที่ลิเวอร์พูลต้องพบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม็คมานามาน รวมถึงนักเตะดาวเด่นของลิเวอร์พูลในเวลานั้นเช่น ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ,เจสัน แม็คเอเทียร์, เดวิด เจมส์ ,สแตน คอลลีมอร์และเจมี เรดแนปป์ ลงสนามมาด้วยสูทสีขาวแบรนด์อาร์มานี่ และผลของเกมในนัดนั้น ลิเวอร์พูลให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และหลังจากนั้นมา แม็คมานามาน ก็เริ่มถูกวิจารณ์ว่าไม่มีสมาธิกับเกมการแข่งขัน จนทำให้ผลงานของเขาตกต่ำลงกว่ามาตรฐานที่เคยทำได้

ในปี 1998 ในยุคของ เชรา อุลลิเยร์ ผู้จัดการทีมคนใหม่ของลิเวอร์พูล ทำให้ แม็คมานามาน มีโอกาสในการลงสนามที่น้อยลง และมันก็เป็นช่วงเวลาที่เขาจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าเขายังเป็นนักเตะในตำแหน่งปีกที่มีความสำคัญของลิเวอร์พูลอยู่ โดยในเวลานั้น เขา มักได้ทำแนะนำจากนักเตะรุ่นพี่ในเรื่องการย้ายทีมอยู่บ่อยครั้ง แต่แม็คมานามาน ก็ตัดสินใจที่จะอยู่กับลิเวอร์พูลต่อไป

ในปี 1999 แม็คมานามาน ย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด แบบไร้ค่าตัว ซึ่งทำให้เป็นคำถามที่แฟนบอลลิเวอร์พูลยังต้องการคำตอบถึงเหตุผลที่เขาตัดสินใจเช่นนั้น และแฟนบอลบางรายยังประณามการตัดสินใจของเขาในครั้งนี้ว่า เป็นคนทรยศ อีกด้วย แม็คมานามานลงเล่นให้กับลิเวอร์พูลตั้งแต่ปี 1990-1999 โดยลงสนามไปทั้งหมด 364 นัด และทำไป 66 ประตู

เมื่อย้ายมาร่วมทีมกับ เรอัล มาดริด ในช่วงการคุมทีมของกุส ฮิดดิงก์ โดยเขานับว่าเป็นนักเตะชาวอังกฤษรายที่สองที่เขามาร่วมทีมกับเรอัล มาดริด เขาลงสนามให้เรอัล มาดริดเป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 1999 ในศึกลาลีกา สเปน ที่พบกับ รัล มายอร์กา และชนะไปด้วยสกอร์ 2-1

ในปี 2000 เขามีส่วนพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยสามารถเขาชนะ บาเลนเซียในนัดชิงชนะเลิศ ด้วยสกอร์ 3-0 และเขาสามารถทำได้ 1 ประตูในเกมนั้น นับว่าเป็นการคว้าแชมป์ยุโรปเป็นครั้งแรกของเขาอีกด้วย แต่ผลงานของเขากับเรอัล มาดริดนั้น ไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้มีข่าวออกมาว่าทีมต้นสังกัดต้องการที่จะปล่อยตัวเขาออกไป แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงอยู่กับเรอัล มาดริดต่อไป

จนมาในยุคที่มีการดึงตัวนักเตะระดับโลกเข้ามาร่วมทีมทำให้ โอกาสในการลงสนามของเขาลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังคงตั้งใจฝึกซ้อมอยู่เสมอ เขาอยู่กับเรอัล มาดริด จนถึงปี 2003 ลงสนามไปทั้งหมด 130 นัด ทำไป 8 ประตู

ในปี 2003 เขาย้ายมาร่วมทีมกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาลงสนามครั้งแรกในเดือนกันยายน 2003 และประกาศแขวนสตั๊ดไปในปี 2005

และหลังจากนั้นเขาก็ยังทำงานอยู่ในวงการฟุตบอลมาโดยตลอด ทั้งหน้าที่คอมเมนเตเตอร์ ,เป็นทูตให้กับเรอัล มาดริดและลาลีกา สเปนรวมถึงการเป็นทูตให้กับฟีฟ่า